ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Mitsubishi

ป้ายโฆษณา ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถแลกเงิน ฟรีค่าจัด รถไม่ต้องจอด ปิดเล่มพร้อมรับส่วนลดดอกเบี้ย 50%  (อ่าน 50023 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


ประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์

กรองแอร์รถยนต์ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต่างใส่มาให้กันตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปทำเพิ่มให้ยุ่งยากเสียเวลาเหมือนรถรุ่นเก่าๆ

      แม้ระบบทำความเย็นในรถยนต์รุ่นเก่าจะสามารถทำความเย็นได้เหมือนกัน แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ มักเกิดจากความสกปรกของระบบแอร์นั่นเอง และส่วนใหญ่มันจะส่งผลดังนี้

     - แอร์ไม่เย็น ลมแอร์ออกมาเบา ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
     - คอยล์เย็นรั่ว เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมาเกาะติด และกัดกร่อนที่แผงคอยล์เย็น
     - ผู้โดยสารคนอื่น รวมถึงตัวคุณเอง อาจเกิดอาการคัดจมูก หรือภูมิแพ้ เนื่องจากสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ที่อยู่ในระบบทำความเย็น

 สำหรับประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์ มีอยู่ดังนี้

     - คอยล์เย็นไม่อุดตันจากฝุ่น และสิ่งสกปรกที่อยู่ในระบบทำความเย็น
     - กรองฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปภายในห้องโดยสาร
     - ห้องโดยสารสะอาด ไม่หมองเร็วเพราะฝุ่นละออง

     แม้ว่าตอนนี้กรองแอร์รถยนต์จะมีใส่ให้แต่รถรุ่นใหม่ๆ แต่รถรุ่นเก่าก็อย่าได้กังวลไป เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านรับทำที่ใส่กรองแอร์รถยนต์เยอะแยะมากมาย แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


"ยาง" รถคุณขับได้เร็วสูงสุดกี่ กม./ชม.?

รู้หรือไม่ว่ายางรถยนต์แต่ละรุ่นถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ หากขับเร็วเกินกว่าที่ยางรับไหวอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้!

โดยปกติแล้วเรามักจะรู้จักเฉพาะขนาดยางที่ระบุไว้บนแก้มยาง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นตัวเลข 3 ชุด ระบุความกว้างหน้ายาง, ความสูงแก้มยาง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ เช่น 205/45 R16 หมายถึง ความกว้างหน้ายาง 205 มิลลิเมตร ความสูงแก้มยาง 45 มิลลิเมตร และใช้สำหรับล้อรถยนต์ขนาด 16 นิ้ว

แต่นอกเหนือจากตัวเลขขนาดยาง ยังมีการระบุดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index) และสัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol) ไว้บนแก้มยางด้วย ซึ่งค่าเหล่านี้แตกต่างกันไปตามรุ่น ยี่ห้อ และขนาดของยาง โดย Load Index หมายถึงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ยางรับได้ ส่วน Speed Symbol หมายถึงความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นสามารถวิ่งได้ โดยยังคงให้ความปลอดภัยสูงสุด

ค่า Load Index และ Speed Symbol มักจะระบุไว้ต่อท้ายตัวเลขขนาดยางบนแก้มยาง เช่น 205/45 R16 91V ซึ่งตัวเลข "91" บ่งบอกถึงน้ำหนักบรรทุก ส่วน "V" บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดของยางนั่นเอง

Load Index (น้ำหนักสูงสุดที่รับได้)

Speed Symbol (ความเร็วสูงสุดของยางที่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย)

S = 180 กม./ชม.
T = 190 กม./ชม.
U = 200 กม./ชม.
H = 210 กม./ชม.
VR = มากกว่า 210 กม./ชม.
V = 240 กม./ชม.
W = 270 กม./ชม.
Y = 300 กม./ชม.
ZR = มากกว่า 250 กม./ชม.

เห็นไหมครับว่ายางแต่ละเส้นมีคุณสมบัติและขีดจำกัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยมากยางที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบันมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เว้นแต่ยางสำหรับรถกลุ่ม High Performance ที่ต้องใช้ยางที่มีขีดจำกัดสูงมากๆ ตัวเลขเหล่านี้ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อยครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


“ไนโตรเจน vs ลมยางปกติ” ควรเติมแบบไหน

  อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับคนใช้รถกับเรื่องของการเติมลมยางที่ในยุคปัจจุบัน ตามปั๊มน้ำมันชั้นนำ และศูนย์บริการเซอร์วิสแบบครบวงจร มักจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการเติมลมยาง “ไนโตรเจน” ที่ว่ากันว่ามีคุณสมบัติพิเศษมากมายเหนือกว่าลมยางปกติที่เติมฟรีหลายขุม

     แท้จริงแล้ว รถของคุณควรจะต้องเติมลมยางแบบไหน และ “ลมยางไนโตรเจน” มันมีดีอะไร และสุดท้ายจำเป็นไหนที่ต้องเติมลมยางชนิดนี้ เราอาสาพาไปหาคำตอบถึงข้อดีและข้อเสีย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดูและรักษายางให้กับรถยนต์ของคุณ

ลมยางไนโตรเจนคืออะไร

     จริงๆแล้วลมยางทั่วไปซึ่งเป็นอากาศปกติอัดเข้าไปในยางรถยนต์ ซึ่งมีจุดให้บริการเติมลมฟรีกันตามปั๊มน้ำมันนั้น พื้นฐานโดยธรรมชาติมันก็มีส่วนผสมของไนโตรเจนอยู่แล้วถึง 78 เปอร์เซนต์ ส่วนลมยางไนโตรเจนที่พูดถึงนั้นมันคือการใช้ก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีบริสุทธิ์ 93 เปอร์เซนต์มาเติมในยางรถยนต์แทนลมยางปกตินั่นเอง

ข้อดีของลมยางไนโตรเจน

     คุณสมบัติที่ดีของลมยางไนโตรเจนมีอยู่มากมาย คือช่วยลดอุณหภูมิของยางในยามที่รถวิ่งทำความเร็วสูงๆโดยเฉพาะในรถแข่งและล้อเครื่องบินที่ใช้ลมยางชนิดนี้แทบจะทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของ ไนโตรเจน ที่ไม่ติดไฟ จึงทำให้โอกาสที่ยางระเบิดเกิดขึ้นค่อยข้างน้อย ขณะเดียวกันด้วยอีกหนึ่งคุณสมบัติของมันคือการที่เป็นก๊าซที่มีโมเลกุลใหญ่ทำให้เคลื่อนตัวได้ช้าจึงทำให้โอกาสที่ลมยางจะรั่วซึมออกมาจึงจะมีน้อยกว่าลมยางทั่วไปถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

ข้อเสียของลมยางไนโตรเจน

     ประเด็นหลักเลยคือเรื่้องของราคา จากปกติที่เราเติมลมจากตู้บริการตามปั๊มน้ำมันแบบฟรีๆ แต่การเติมลมไนโตรเจนนั้นต้องมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันราคาทั่วไปอยู่ที่ 4 ล้อ 200 บาท หรือบางที่ลดราคาแบบสุดๆ 4 ล้อ 100 บาท พร้อมบริการเติมลมไนโตรเจนฟรีได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ในการเติมครั้งแรกคุณจะต้องปล่อยลมยางปกติที่มีออกทั้งหมดและเติมลมไนโตรเจนเข้าไป และหากคุณเผลอเติมลมธรรมดาเข้าไปในยางไนโตรเจน คุณสมบัติของลมยางของคุณก็จะกลายเป็นลมยางปกติทันที และประการสุดท้ายคือ จุดให้บริการเติมลมไนโตรเจนยังมีน้อยอยู่มากๆนั่นเอง

สรุปแล้วเราควรเติมลมแบบไหน

     เอาแบบรวบรัดตัดความคือ หากคุณไม่เดือดร้อนที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการเติมลมไนโตรเจนก็จัดไป แต่หากคุณเป็นคนที่หมั่นตรวจเช็คลมยางอยู่สม่ำเสมอแค่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆกับการต้องไปเสียเงินเติมไนโตรเจน ที่ขณะเดียวกันคุณสมบัติของยางรถยนต์ที่ผลิตออกมาใช้สำหรับรถบนท้องถนนทั่วไปก็ออกแบบมาสำหรับการใช้อากาศปกติเป็นแรงดันลมยาง

     ที่สำคัญอย่าลืมว่าเราขับรถบ้านไม่ใช่รถแข่ง ฉะนั้นลมไนโตรเจนแทบจะไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด




ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


เพิ่มโทษ "ไม่มี" ใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน - ปรับ 50,000 บาท

กรมการขนส่งทางบก เตรียมแก้กฎหมายจัดระเบียบใบขับขี่ โดยจะเพิ่มโทษหนักกับผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน และปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนกรณีต่ออายุใบขับขี่ จะต้องผ่านการอบรมทุกครั้ง ส่วนผู้สูงอายุต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.2561) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังบูรณาการกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นกฎหมายเดียวง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้ทันสมัย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น

สำหรับร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศครบ 1 ปี จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มบทลงโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดย พ.ร.บ.รถยนต์ เสนอปรับเพิ่มโทษสำคัญใน 3 มาตรา คือมาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เสนอปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิม จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

มาตรา 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต เพิ่มโทษจำคุก คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมาตรา 66 ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

มีรายงานด้วยว่า ในกฎหมายใหม่ มีมาตรการเข้มงวด เพื่อคัดกรองในการออกใบอนุญาตขับขี่ และต้องพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ทันที เมื่อกระทำผิดตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องอบรมทุกครั้ง อีกทั้งผู้สูงอายุเมื่อถึงเกณฑ์อายุระดับหนึ่ง จะต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กฎหมายฉบับใหม่ จะเพิ่มเติมข้อกำหนดในอีกหลายหมวด เช่น หมวดการประกอบการขนส่งโดยรถแท็กซี่ หรือรถบริการ หมวดสถานีขนส่ง หมวดการขนส่งโดยรถจักรยานยนต์สาธารณะ และหมวดยานพาหนะทางบกอื่น เช่น รถจักรยาน

thai pbs


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

การเติมลมยางรถเก๋งทั่วไป ควรเติมเท่าไหรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

ลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนหรือแข็ง ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างรู้สึกได้ และยังมีผลต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป ล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับการใช้งานปกติ แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตรา 5 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระท้ายรถ ควรเพิ่มแรงดันล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อรับกับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นมา

ส่วนรถกระบะควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งปกติ โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรมีแรงดันอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันรถยางระเบิดหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ทั้งนี้ หากเติมลมยางมากจนเกินพอดี จะลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ยางอ่อน จะเสี่ยงต่อยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ครับ

ทางที่ดีควรหมั่นเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตอาการรั่วซึมอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยครับ