ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Mitsubishi

ป้ายโฆษณา ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถแลกเงิน ฟรีค่าจัด รถไม่ต้องจอด ปิดเล่มพร้อมรับส่วนลดดอกเบี้ย 50%  (อ่าน 48746 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


ประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์

กรองแอร์รถยนต์ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต่างใส่มาให้กันตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปทำเพิ่มให้ยุ่งยากเสียเวลาเหมือนรถรุ่นเก่าๆ

      แม้ระบบทำความเย็นในรถยนต์รุ่นเก่าจะสามารถทำความเย็นได้เหมือนกัน แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ มักเกิดจากความสกปรกของระบบแอร์นั่นเอง และส่วนใหญ่มันจะส่งผลดังนี้

     - แอร์ไม่เย็น ลมแอร์ออกมาเบา ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
     - คอยล์เย็นรั่ว เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมาเกาะติด และกัดกร่อนที่แผงคอยล์เย็น
     - ผู้โดยสารคนอื่น รวมถึงตัวคุณเอง อาจเกิดอาการคัดจมูก หรือภูมิแพ้ เนื่องจากสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ที่อยู่ในระบบทำความเย็น

 สำหรับประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์ มีอยู่ดังนี้

     - คอยล์เย็นไม่อุดตันจากฝุ่น และสิ่งสกปรกที่อยู่ในระบบทำความเย็น
     - กรองฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปภายในห้องโดยสาร
     - ห้องโดยสารสะอาด ไม่หมองเร็วเพราะฝุ่นละออง

     แม้ว่าตอนนี้กรองแอร์รถยนต์จะมีใส่ให้แต่รถรุ่นใหม่ๆ แต่รถรุ่นเก่าก็อย่าได้กังวลไป เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านรับทำที่ใส่กรองแอร์รถยนต์เยอะแยะมากมาย แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2463
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: GLX M/T
  • สีรถ: สีฟ้า Cerulean Blue Mica
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


"ยาง" รถคุณขับได้เร็วสูงสุดกี่ กม./ชม.?

รู้หรือไม่ว่ายางรถยนต์แต่ละรุ่นถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ หากขับเร็วเกินกว่าที่ยางรับไหวอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้!

โดยปกติแล้วเรามักจะรู้จักเฉพาะขนาดยางที่ระบุไว้บนแก้มยาง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นตัวเลข 3 ชุด ระบุความกว้างหน้ายาง, ความสูงแก้มยาง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ เช่น 205/45 R16 หมายถึง ความกว้างหน้ายาง 205 มิลลิเมตร ความสูงแก้มยาง 45 มิลลิเมตร และใช้สำหรับล้อรถยนต์ขนาด 16 นิ้ว

แต่นอกเหนือจากตัวเลขขนาดยาง ยังมีการระบุดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index) และสัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol) ไว้บนแก้มยางด้วย ซึ่งค่าเหล่านี้แตกต่างกันไปตามรุ่น ยี่ห้อ และขนาดของยาง โดย Load Index หมายถึงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ยางรับได้ ส่วน Speed Symbol หมายถึงความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นสามารถวิ่งได้ โดยยังคงให้ความปลอดภัยสูงสุด

ค่า Load Index และ Speed Symbol มักจะระบุไว้ต่อท้ายตัวเลขขนาดยางบนแก้มยาง เช่น 205/45 R16 91V ซึ่งตัวเลข "91" บ่งบอกถึงน้ำหนักบรรทุก ส่วน "V" บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดของยางนั่นเอง

Load Index (น้ำหนักสูงสุดที่รับได้)

Speed Symbol (ความเร็วสูงสุดของยางที่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย)

S = 180 กม./ชม.
T = 190 กม./ชม.
U = 200 กม./ชม.
H = 210 กม./ชม.
VR = มากกว่า 210 กม./ชม.
V = 240 กม./ชม.
W = 270 กม./ชม.
Y = 300 กม./ชม.
ZR = มากกว่า 250 กม./ชม.

เห็นไหมครับว่ายางแต่ละเส้นมีคุณสมบัติและขีดจำกัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยมากยางที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบันมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เว้นแต่ยางสำหรับรถกลุ่ม High Performance ที่ต้องใช้ยางที่มีขีดจำกัดสูงมากๆ ตัวเลขเหล่านี้ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อยครับ