ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Mitsubishi

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - ceeaem

หน้า: [1]
1
7 ม.ค. 56  นายจีระพันธุ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมวินาศภัย กล่าวว่า สมาคมได้หารือกัน เพื่อเตรียมเสนอสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ขอให้พิจารณาปรับอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้สอดคล้องกับอัตราค่าสินไหม ที่เกิดจากการซ่อมแซม และจ่ายค่าอะไหล่ของรถยนต์ในแต่ละประเภท แทนการกำหนดอัตราเบี้ยตามราคารถ โดยเฉพาะในส่วนของรถคันแรก

                          ทั้งนี้ ในส่วนของรถคันแรกถูกกำหนดให้ผูกพันตามทุนประกันและราคารถ จึงทำให้เบี้ยประกันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อคัน ขณะที่รถรุ่นที่มีเครื่องยนต์สูงกว่า 1,500 ซีซี จะเฉลี่ยเบี้ยประกัน 20,000 บาทขึ้นไปต่อคัน แต่ในส่วนของอัตราส่วนค่าเสียหาย หรือ lose ratio ที่บริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าสินไหมเพื่อซ่อมแซมรถยนต์นั้น รถคันแรกอยู่ในอัตรา 70% สูงกว่ารถทั่วไปที่มีอัตรา 60% ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทประกันภัย

                          นายจีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า แนวทางดังกล่าวสมาคมได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาในต่างประเทศให้ดำเนินการศึกษา และพบว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยหากมีการปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันตามแนวทางที่สมาคมเสนอ ก็คาดว่าเบี้ยประกันของรถประเภทซิตี้คาร์ หรือรถคันแรก จะปรับเพิ่มประมาณ 10% ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันที่เคยจ่ายอยู่ 13,000 บาท ขึ้นมาเป็น 15,000 บาท ก็ถือว่าไม่มากนัก

                          "ยอมรับว่าขั้นตอนในการเสนอและกระบวนการในการตัดสินใจคงต้องใช้เวลา คงไม่ทันกับการส่งมอบรถคันแรกในช่วงแรกของปีนี้ แต่เชื่อว่าหากได้รับการพิจารณาให้ปรับขึ้นก็คงมีผลในการต่อประกันภัยในปีถัดไป" นายจีระพันธุ์ กล่าวและว่า แนวโน้มของธุรกิจประกันภัยในปี 2556 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2555 เนื่องจากยังคงมีการทยอยส่งมอบรถยนต์คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล


2
******* ผู้ดูแลกลุ่ม attrage สี ดำคือ คุณ ตั้ม ymut ******



สวัสดีครับทุกคน

กลุ่มย่อยนี้สร้างขึ้นเพื่อรวบรวม สมาชิก พี่น้องattrage ที่ชื่นชอบในความสวยของรถ attrage สีดำ
โดยเฉพาะ

เพื่อนำข้อมูล แนวทางการแต่ง การดูแลรักษา หรือสิ่งต่างๆที่จะแนะนำ

ใครมีอะไร เจ๋งๆ สวยๆ เกี่ยวกับ เจ้าดำคันนี้ของเรา เข้ามาพูดคุย ได้้เลยครับ


ขอบคุณครับ

****รบกวนใส่ลำดับ No.000  (เช่น No.001)

พร้อม ชื่อ
        อายุ
       ที่อยู่
        ไอดีไลน์ (ถ้ามี)     


***ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ  :emo_103: 




รายชื่อสมาชิก ณ.07/09/2013 10.30น.
์No.
001.คุณ เอ็ม                     เพชรบุรี           ID  ceeaem 
002.คุณ ตั้ม ymut              สมุทรปราการ  088-876-0768     
003.คุณ เปิ้ล                     สมุทรสงคราม
004.คุณ กานต์                   กทม.
005.คุณ sia                      ประจวบฯ
006.คุณ เป้                       กทม.             
007.คุณ airry_airry             กทม.
008.คุณ แพม                     นนทบุรี
009.คุณ ตั้ม tummand         กทม.
010.คุณ Vog                     กทม.
011.คุณ โก้                       ปราจีนบุรี       084-514-4100
012.คุณ เต้ย                      กทม.
013.คุณ katty                   ชลบุรี           088-453-6214. Id. Line. mookattypink
014.คุณ นัท                      ดุสิต กทม.
015.คุณ ติ๊ก                       กทม.
016.คุณ ป้อม                     ชลบุรี           086-995-6653
017.คุณ Kapooklook           ปราจีนบุรี       id line : kapooklukza
018.คุณ Wan                    ลำพูน
019.คุณ อันย่า                   นนทบุรี
020.คุณ หนึ่ง                     ขอนแก่น
021.คุณ บาส                      กทม.
022.คุณ เคี้ยง                     กทม.
023.คุณ แว็กซ์                    กาฬสินธุ์
024.คุณ มล                       กทม.           id line    monnut28
025.คุณ นก                       เชียงใหม่       ID: น้องนกรถบัส
026.คุณ เสาวณี                   ชลบุรี           Tel.086-4089317
027.คุณ พีท                       ราชบุรี   
028.คุณ jam                      สมุทรปราการ
029.คุณ มนตรี(แก้ว)             ปทุมธานี          ID Line kaewmontr
030.คุณ เอส                      ลำพูน
031.คุณ อ้วน                      กทม.             ID Line  uan2509
032.คุณ เป้                        เชียงใหม่/นนทบุรี   085-1063567 Yuckcute
033.คุณ ตั้ม(jitilak)               คนอุบลฯ
034.คุณ แบงค์                     กทม.
035.คุณ กัปตัน นัท                กทม.
036.คุณ อู๊ด                        จันทบุรี
037.คุณ บอย                      สมุทรปราการ
038.คุณ ป้อม                      เชียงใหม่             089-9511011
039.คุณ กฤษ                      กทม                   Line iD : 8econdkiizuls
040.คุณ นุ้ย                        กทม.
041.คุณ นัน                        กทม.                   085-8968884
042.คุณ พลอย                    นวมินทร์  กรุงเทพฯ    Id line : ploy0506
043.คุณ songkran1224          นนทบุรี
044.คุณ แบงค์                      กรุงเทพ     ไอดีไลน์ (ibankiba) 
045.คุณ Lite_Sugar              กทม.
046.คุณ junkshop-inter         กทม.

3
คำว่า Eco Car นั้น หลายคนเข้าใจผิดไปคิดถึง Economy Car ซึ่งหมายถึงรถราคาถูก เพื่อคนมีรายได้น้อยเป็นหลัก   แต่อันที่จริงแล้ว นั่นกลับมิใช่ความหมายของคำว่า Eco Car เลย   จริง ๆ แล้ว Eco Car มาจากศัพท์คำว่า Ecology Car ซึ่งหมายถึง รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก  ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้ใช้ข้อกำหนดตามมาตรฐานของยุโรป ทั้งในส่วนของ Euro4  ซึ่งกล่าวถึงเรื่องมลพิษ และ UNECE94-95  ที่กล่าวถึงเรื่องความปลอดภัย  นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Global standard Eco car  ที่กำหนดในเรื่องของอัตรการสิ้นเปลืองน้ำมันต่อลิตร และยังมีข้อกำหนดที่ในบางประเทศกำหนดเพิ่มเติม  เช่น  อัตราภาษี  เป็นต้น
          ดังนั้นจะเห็นว่าเกิดความเข้าใจผิดอย่างมากว่า  Eco Car  คือรถราคาถูก  แล้วจะไม่ดี  ไม่มีมาตรฐาน  วิ่งทางไกลไม่ได้  โครงสร้างไม่แข็งแรง   เรื่องเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น  เนื่องจากรถ  Eco Car  เป็นรถที่ถือว่ามีมาตรฐานการผลิตที่สูงมาก จนกระทั้งค่ายรถยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายยังไม่สามารถผลิตรถได้ตามมาตรฐานที่กำหนด   แต่ส่วนที่ราคารถถูกลงเนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีอย่างมาก  ทั้งในส่วนของอะไหล่  เครื่องจักร  และวัสดุที่ต้องนำเข้า  สรรพสามิต  อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องการลงทุนต่างๆ เช่น  การยกเว้นภาษีเงินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ เป็นต้น
4 คุณสมบัติ ของรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (ECO Technology)

          1.  ความประหยัดน้ำมัน โดยจะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 กม. หรือ น้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ระยะทาง 20 กม.

          2.  การรักษาสิ่งแวดล้อม มาตรฐานมลพิษปลอดภัยระดับยูโร 4 คือ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์น้อยกว่า 120 กรัม/ระยะทาง 1 กม. โดยรถยนต์ในกลุ่มประเทศยุโรป มีเพียง 5% ที่ผ่านมาตรฐานระดับยูโร 4 นี้

          3.  ความปลอดภัยในระดับสูง ได้มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป (UNECE 94 และ 95) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากการชนด้านหน้าและด้านข้าง

          4.  ความคล่องตัว เพื่อให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง จึงกำหนดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ซีซี



4

ความรู้เรื่องน้ำมันแก๊สโซฮอล์
   

มีคำถามมากมายว่าจะเติมน้ำมันอะไรดี 91 หรือ 95 แล้วแก๊สโซฮอล์เนี๋ยะมันจะดีไหม ปลอดภัยกับเครื่องยนต์ไหม
มาทำความเข้าใจกัน

น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่มีการคิดค้นขึ้นใหม่ (หนึ่งในผู้คิดค้นคือพระพ่อหลวงของเรา) ขึ้นมาทดแทนน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว (น้ำมันแก๊สโซลีน) ที่มีส่วนผสมของสาร MTBE ในการเพิ่มออกเทน
สารผสมที่นำมาทดแทน MTBE ก็คือเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% โดยผสมกับน้ำมันเบนซิน ในอัตราส่วน น้ำมันเบนซิน 90 ส่วน เอทานอล 10 ส่วน ได้เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ที่มีค่าออกเทนของน้ำมันเบนซินที่มีคุณภาพในการต้านทานการน็อค หรือ ความสามารถของน้ำมันเบนซินที่จะเผาไหม้โดยปราศจากการน็อคในเครื่องยนต์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินธรรมดาได้ โดยเติมได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม และสามารถเติมสลับหรือผสมกับเบนซิน โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ค่าออกเทน 95 กับ 91 ต่างจากน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95 กับ 91 อย่างไร

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 95 อย่างไร
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ผลิตจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ผสมกับเอทานอลซึ่งเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน ทำให้ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีออกเทนเท่ากับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่ใช้สาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) เป็นสารเพิ่มค่าออกเทน [/b]

ความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 95 ทั่วไป กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95

น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 95 ทั่วไป = น้ำมันเบนซิน 91+ สาร MTBE ในปริมาณ 5.5 - 11% Vol + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(สาร MTBE นำเข้าจากต่างประเทศ)

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 = น้ำมันเบนซิน 91+เอทานอล ในปริมาณ 10 % Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด)

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 91 อย่างไร
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ผลิตจากน้ำมันเบนซินออกเทน 83-89 ผสมกับเอทานอลซึ่งเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน ทำให้ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีออกเทนเท่ากับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว 91 ที่ใช้สาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) เป็นสารเพิ่มค่าออกเทน สาร MTBE

ความแตกต่างระหว่างน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ทั่วไป กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91
น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 ทั่วไป = น้ำมันเบนซินค่าออกเทนต่ำ (83-89) + สาร MTBE ในปริมาณ 5.5 - 11% Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(สาร MTBE นำเข้าจากต่างประเทศ)
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 = น้ำมันเบนซินค่าออกเทนต่ำ (83-89) +เอทานอล ในปริมาณ 10 % Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด)

น้ำมันที่ผสมเอทานอลในอัตราส่วน 90 : 10 มีชื่อเรียกย่อๆให้เข้าใจง่ายว่า E10 ได้รับการรับรองจาก EPA (Environmental Protection Agency) ของสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถลดการปล่อยไฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้ถึง 30% จึงช่วยลดมลพิษในอากาศเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
และสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ใช้น้ำมัน E10 แทนน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วโดยได้ออกกฎหมายบังคับ ให้มีการยกเลิกการใช้สารMTBE ผสมในน้ำมันเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นมา

ความแตกต่างของน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว กับน้ำมันแก๊สโซฮอลก็คือ ใช้สาร MTBEเป็นส่วนผสม หรือใช็เอทานอลเป็นส่วนผสมนั่นเอง

เอทานอล คืออะไร ผลิตได้มาจากไหน
เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด เป็นแอลกอฮอบริสุทธิ์ประเภทหนึ่ง เรารู้จักันดี

MTBE คืออะไร มารู้จักมันกันก่อนนะ
MTBE มีชื่อเต็มว่า เมธิล เทอร์เทียรี บิวทิล อีเธอร์ (MTBE) สูตร: C5H12O เป็นสาร Oxygenate Compound ที่กำหนดให้มีการเติมในน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ออกเทน 95 ในปริมาณ 5.5 - 11% Vol.
สาร MTBE หรือ Methyl Tertiary Butyl Ether เป็นสารเคมีที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ผลิตขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางเคมีระหว่าง Methanol และ Isobutane ที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมได้มีการนำสารดังกล่าวมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเติมลงในน้ำมันเบนซิน เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่ออกมาจากไอเสียของรถยนต์ และช่วยเพิ่มค่าออกเทนของน้ำมันแทนสารตะกั่ว

MTBE มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับน้ำใต้ดินและน้ำดื่ม หลายๆ ประเทศจึงมีนโยบายเลิกใช้สาร MTBE เช่นในสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจสอบพบว่า มีการปนเปื้อนของสาร MTBE ในน้ำใต้ดินในบางรัฐ เนื่องจากถังน้ำมันของสถานีบริการเกิดการรั่วขึ้น MTBE + น้ำ + เหล็ก => เกิดสนิม เป็นผลทำให้น้ำดื่มที่ผลิต จากน้ำบาดาลมีกลิ่นและรสเปลี่ยนไป จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดกระแสต่อต้านการนำสาร MTBE มาใช้ในน้ำมันเบนซิน ประกอบกับในขณะนั้น ยังไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะกำจัดสาร MTBE ที่ปนเปื้อนได้ ทำให้หน่วยงานของภาครัฐบาลในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ออกกฎหมายบังคับ ให้มีการยกเลิกการใช้สารดังกล่าวในน้ำมันเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นมา
และจากผลการศึกษาความเป็นพิษของ MTBE ของหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ทั้งของสหรัฐอเมริกาและยุโรป พบว่าสาร MTBE เป็นสารก่อมะเร็ง กลุ่ม C เพราะสารที่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางการหายใจและการกินชนิดนี้ สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุผิว มีและผลต่อระบบหายใจในระยะยาว ซึ่งการที่สัตว์ทดลองได้รับ MTBE ในปริมาณสูงจะมีโอกาสการเกิดมะเร็งมากขึ้น ทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว

MTBE ระเหยเป็นไอได้ง่ายและรวดเร็วหากเปิดฝาภาชนะทิ้งไว้ หรือจากผิวน้ำเมื่อปนเปื้อนในน้ำ ดังนั้นจึงพบได้บ่อยในรูปก๊าซในอากาศด้วย
MTBE ละลายน้ำได้เล็กน้อยและซึมลงยังชั้นน้ำใต้ดิน
MTBE อยู่ในน้ำใต้ดินได้เป็นเวลานาน
MTBE สามารถเกาะอยู่กับอนุภาคที่อยู่ในน้ำได้ ซึ่งจะกลายเป็นตะกอนในที่สุด นี่แหละต้นต่อที่ทำให้ถังน้ำมันของเรามีตะกอนได้ เพราะเจ้าน้ำมันไร้สารตะกั่วนี่เอง
MTBE สลายตัวได้เมื่อไอของ MTBE ถูกแสงอาทิตย์
MTBE + น้ำ + เหล็ก => ทำให้เกิดสนิม ดังนั้นถังน้ำมันต้องออกแบบให้ทนทานต่องการเกิดสนิม

เมื่อน้ำมันแก๊สโซฮอล์ มีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ไม่ว่าจะมีค่าออกเทน 91 หรือ 95 ซึ่งมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ข้อกำหนด ดังนี้
1. ค่าออกเทน ไม่ต่ำกว่าที่กำหนด 91 หรือ 95 ค่าออกเทนของน้ำมันเบนซินจะบ่งถึงคุณภาพในการต้านทานการน็อค หรือ ความสามารถของน้ำมันเบนซินที่จะเผาไหม้โดยปราศจากการน็อคในเครื่องยนต์
2. ค่าความดันไอ ไม่สูงกว่า 65 kpa. ค่าความดันไอเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถในการระเหย ซึ่งจะมีผลต่อการสตาร์ทเครื่องยนต์
3. EPA (Environmental Protection Agency) ของสหรัฐอเมริกา ได้ให้การรับรองว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์สามารถลดการปล่อยไฮโดรคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ได้ถึง 30% จึงช่วยลดมลพิษในอากาศเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ซึ่งจะยังคงทำให้คุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์เหมือนกันกับน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ทุกประการ

ดังนั้นบริษัทผลิตน้ำมันชั้นนำของอเมริกาอย่าง Shell , Esso จึงได้ทำการผลิตและทำการทดลองและออกประกาศยืนยันว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้ง 91 และ 95 สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นระบบหัวฉีดที่ใช้น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วได้เลย โดยไม่ต้องมีการปรับแต่ง แต่ชิ้นส่วนพวกยาง พลาสติกที่ใช้ในระบบต้องเปลี่ยนให้สามารถมีความคงทนต่อเอทานอนได้

ดังนั้นบริษัทที่ผลิตรถยนต์จึงต้องพัฒนาเครื่องยนต์ให้สามารถใช้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้ จึงจะสามารถส่งเข้าไปขายในอเมริกาได้
และในประเทศไทย Shell และ Esso ก็ออกมารับประกันความเสียหายของเครื่องยนต์เช่นกัน

อย่างไรก็ดีในความเห็นส่วนตัวของผมพบว่าการผสมเอทานอนในน้ำมันเบนซินนั้น จากการที่สารเอทานอนให้พลังงานปริมาณความร้อนที่ต่ำกว่า และอีกประการหนึ่งคืออัตราส่วนผสมของเชื้อเพลิงหลังจากน้ำมันถูกฉีดเข้าไป พบว่าอัตราส่วรเปลี่ยนไปโดยปกติการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จะมีอัตราส่วนผสมของอากาศ : เชื้อเพลิงที่ประมาณ 14.7 : 1 (น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว) แต่เมื่อใช้นำ่มันแก๊สโซฮอล์อัตราส่วนนี้จะเปลี่ยนไปเป็นเบาบางลงกลายเป็น 15.1-15.2 : 1 ซึ่งกล่องควบคุม ECU ก็จะปรับแต่งค่าการจ่ายน้ำมันผ่านหัวฉีดมากขึ้นเพิ่อให้ได้อัตราส่วนที่กำหนด เครื่องยนต์ก็สามารถยังทำงานได้อย่างมีประสิทิภาพเหมือนเดิม แต่ว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น วัดเป็นตัวเลขได้เท่ากับ 3-5 % ดังนั้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์จะมีอัตราการสิ้นเปลืองมากกว่าในการวัดพลังงานที่ได้ต่ออัตราการสิ้นเปลือง หรือที่เรามักเปรียบเทียบกันอยู่เสมอว่าได้กี่กิโลลิตรนั่นเอง ซึ่งข้อนี้บริษัทผู้ผลิตทั้งหลายเก็บเงียบไม่ยอมออกมาเปิดเผย
อีกปัญหาหนึ่งที่ควรรู้ก็คือหากขับที่ความเร็วรอบไม่เกิน 2500 รอบ เจ้ากล่องควบคุม ECU ก็จะปรับแต่งค่าการจ่ายน้ำมันที่เหมาะสมได้แน่นอน บวกกับระบบควบคุมวาล์วไอดีไอเสียแบบ VTEC ของฮอนด้าด้วยพลังงานที่ได้ก็เหมือนเดิมละครับ แต่หากขับกันที่รอบสูงมากที่เจ้าปีกผีเสื้อเปิดกันเกือบสุด (near full throttle) แถว 4000-5000 รอบละก้อ กล่องควบคุม ECU มันจะเปลี่ยนการทำงานมาเป็น แบบ open loop มันจะควบคุมไม่ได้อีตอนนี้แหละ ที่แรงหายไปวูบๆๆๆ เพราะรอบเครื่องกวาดอยู่แถวๆ 5,000 แต่ส่วนผสมดันเปลี่ยนจาก 14.7:1 กลายเป็น 15.1:1 นี่ละมั่งที่ทำให้บรรดานักซิ่งทั้งหลายบอกไม่ชอบแก๊สโซฮอล์

สำหรับอัตราการสิ้นเปลื้องผมว่าในทางปฎิบัติปัจจัยแล้วเรื่องพฤติกรรมของผู้ขับรถมีปัจจัยมากกว่าในเรื่องนี้ ใช่ไหมครับเพื่อนๆ ใครชอบลากรอบเครื่องยนต์ออกรถแรงๆ ขับเร็ว ล้วนแล้วแต่ทำให้เปลื้องกว่าใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้งสิ้น บวกกับราคาของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ถูกกว่า โดยรวมก็ทำให้ผู้ใช้รถประหยัดกว่าไม่ใช่หรือ

เมื่อมีการใช้แก๊สโซฮอล์แล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าสาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) ซึ่งเป็นสารเพิ่มปริมาณออกซิเจนเพื่อเพิ่มค่าออกเทนได้อีกด้วย ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้าสาร MTBE ปีละ 3,000 ล้านบาท ขณะที่แก๊สโซฮอล์ใช้เอทานอลสามารถหาได้ภายในประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกับ MTBE ซึ่งย่อยสลายยาก (มลรัฐหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มประกาศยกเลิกใช้สาร MTBE สำหรับประเทศไทย กำหนดไว้ภายในปี 2550)

ตานี้มาถึงข้อสงสัยคำถามก็คือ จะเติมอะไรกับเจ้า FD ของเราดี

ตอบ
ผมขออธิบายดังนี้ ไม่ว่าจะเป็นนำ้มันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันเบนซิลไร้สารตะกั่ว มันก็ผสมสารเพิ่มออกเทนอยู่แล้ว ตามที่อธิบายมา ขอสรุปดังนี้

น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 95 ทั่วไป = น้ำมันเบนซิน 91+ สาร MTBE ในปริมาณ 5.5 - 11% Vol + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท(สาร MTBE นำเข้าจากต่างประเทศ)
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 = น้ำมันเบนซิน 91+เอทานอล ในปริมาณ 10 % Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด)

น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 ทั่วไป = น้ำมันเบนซินค่าออกเทนต่ำ (83-89) + สาร MTBE ในปริมาณ 5.5 - 11% Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท(สาร MTBE นำเข้าจากต่างประเทศ)
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 = น้ำมันเบนซินค่าออกเทนต่ำ (83-89) +เอทานอล ในปริมาณ 10 % Vol. + สารพิเศษตามสูตรของแต่บริษัท
(เอทานอลผลิตจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด)

นั่นก็คือทั้งสองอย่างมีพื้นฐานมาจากน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนต่ำมาผสมสารเพิ่มออกเทนให้เป็น 91 หรือ 95 สารที่เติมก็ประมาณ 10 % Vol . ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าออกเทนมันจะลดลงได้เอง หรือกลัวว่าแก๊สโซฮอล์จะมีการเปลี่ยนแปลงค่าออกเทนจะลดลง
ทั้งสาร MTBE หรือ เอทานอล มีคุณสมบัติติดไฟที่จุดวาบไฟต่ำ ระเหยง่ายเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน และสามารถจะรวมตัวกันได้อย่างดี หากค่าออกเทนจะมีค่าลดลงจากการระเหย สาร MTBE หรือ เอทานอลจะต้องระเหยหายไปอย่างเดียวหรือมากกว่าตัวน้ำมันนะครับ

และในทางปฎิบัติเราก็บรรจุในภาชนะปิด ถังน้ำมันปิดที่มีการควบคุมการระเหยอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าออกเทนจึงไม่เกิด หรือมีก็น้อยมาก อีกทั้งค่าออกเทนที่ผลิตจะกำหนดที่ขั้นต่ำ คือไม่ต่ำกว่า 91 หรือ 95 นะครับ


5
 
 
 
 
ยอด'รถคันแรก'ผ่อนไม่ไหวเริ่มปูด

 สมาคมเช่าซื้อเผยรถคันแรกถูกยึดแล้ว 300 คัน เตรียมนำออกประมูลขายทอดตลาด ตอนนี้มีเพียง 3 รายที่กรมบัญชีกลางฟ้องเรียกภาษีคืน



           18ก.ค.2556 นายอนุชาติ ดีประเสริฐ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีลูกค้าที่ได้รับเงินคืนตามสิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกไปแล้ว และเป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ทำให้ต้องยึดรถเพื่อนำออกประมูลขายทอดตลาดเกือบ 300 คัน โดยขณะนี้สถาบันการเงินอยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการขอยกเลิกการถือครองรถ 5 ปี กับกรมสรรพสามิตตามกระบวนการแล้ว ซึ่งลูกค้าต้องนำเงินที่ได้รับสิทธิ์ไปคืนให้กรมสรรพสามิตทั้งจำนวน ส่วนสถาบันการเงินนำรถออกมาประมูลขายทอดตลาดได้เท่านั้น ต้องมาดูอีกทีว่าเท่ากับมูลหนี้ที่เหลือหรือไม่

           "หากนำรถไปขายทอดตลาดแล้ว ไม่พอกับมูลหนี้ที่เหลืออยู่กับสถาบันการเงิน ขั้นตอนต่อไปสถาบันการเงินก็ต้องไปเรียกเก็บหนี้ส่วนที่เหลือกับลูกค้า หรือลูกหนี้ หากไม่มีจ่ายก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนเงินคืนตามสิทธิ์หากลูกค้าไม่คืนให้กรมสรรพสามิต ก็ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินแต่อย่างใด" นายอนุชาติกล่าวและว่า หน้าที่ของสมาคมในตอนนี้คือเป็นตัวกลางประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมสรรพสามิต เพื่อให้กระบวนการยกเลิกการใช้สิทธิ์ครอบครอง 5 ปี ให้มีกระบวนการที่รวดเร็วขึ้น เข้าใจว่าอาจจะติดขัดในบางเรื่อง จึงทำให้เกิดความล่าช้า

           อย่างไรก็ตาม ในจำนวนรถที่สถาบันการเงินยึดมาเกือบ 300 คันนั้น ยังไม่ได้มีการแยกกลุ่มอาชีพ และยังไม่ได้ประเมินว่าสาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยไหน แต่เมื่อลูกค้าไม่สามารถส่งค่างวดรถ ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ สถาบันการเงินก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทั่วไป เช่น ต้องตั้งสำรองตามลำดับชั้นของลูกหนี้ เหมือนกับการปล่อยสินเชื่อทั่วๆ ไป และในจำนวนนี้ ก็กระจายไปอยู่กับหลายสถาบันการเงินด้วยกัน ซึ่งจำนวนรถที่ยึดมา 300 คัน ธนาคารธนชาต มองว่าไม่ได้มีจำนวนเยอะเมื่อเทียบกับยอดรถยนต์คันแรก ส่วนเรื่องค่าครองชีพที่ปรับตัวขึ้นในขณะนี้ ก็ไม่ได้เห็นสัญญาณถึงการผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม คงต้องรอดูอีกประมาณ 2-3 เดือนถึงจะสามารถเห็นทิศทางได้ชัดมากกว่านี้

           ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า จากผู้ใช้สิทธิ์โครงการรถยนต์คันแรกจำนวนทั้งสิ้น 1.25 ล้านราย เป็นเงินคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์รวม 92,168 ล้านบาทนั้น พบว่าล่าสุดมีการยกเลิกการใช้สิทธิ์ไปแล้ว 4,837 ราย และไม่ได้รับสิทธิ์เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขอีก 750 ราย ขณะที่ค่ายรถยนต์ได้รายงานให้ทราบว่ามีการส่งมอบรถยนต์ไปแล้ว 1.04 ล้านคัน ยังเหลืออีกเพียง 2 แสนคันที่จะทยอยรับรถไปจนถึงต้นปี 2557 จึงเชื่อว่ายอดการทิ้งรถยนต์จะไม่มากอย่างที่กังวลน่าจะมีเพียง 10% เท่านั้น

           "ผู้ที่ได้รับคืนภาษีไปแล้ว พบว่ามีเพียง 19 รายที่ทำผิดเงื่อนไขและต้องติดตามเงินภาษีคืน และมีเพียง 3 รายที่กรมบัญชีกลางกำลังดำเนินคดีฟ้องร้อง เพราะขาดส่งเงินงวด รถยนต์ต้องถูกยึดและประมูลขาย" นายสมชายกล่าว


 
 
 
 
 








***เคดิต  คม-ชัด-ลึก ****

6
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อรถยนต์ ประกอบด้วย
 
1.ความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งาน
 
คำถามนี้ถือเป็นคำถามสำคัญที่สุด เพราะการซื้อรถยนต์แต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย (กระทบความมั่งคั่ง) แถมถ้าหากเช่าซื้อ (ไม่ซื้อเงินสด) ก็จะต้องมีภาระทางการเงินอีกอย่างน้อย 5-7 ปี (กระทบสภาพคล่อง) ดังนั้น “ความจำเป็น” จึงเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก
 
“ทำไม? ถึงต้องซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง” ลองหาคำตอบของคำถามนี้ดู ทั้งนี้คุณไม่ควรซื้อรถเพราะโปรโมชั่นใดๆ เช่น อย่าซื้อเพราะลดราคา หรือเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันขาด แต่ให้มองความจำเป็นของชีวิตเป็นที่ตั้ง ถ้าจะให้ดีควรลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย หากเราจะเป็นเจ้าของรถสักคันดู แล้วค่อยตัดสินใจ
 
คำถามที่สอง คือ “หากการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น เราควรซื้อรถยี่ห้อไหน รุ่นไหน มือหนึ่งหรือสองดี” ตรงนี้ก็ให้เอาเหตุผลของการซื้อรถในคำถามแรกมาเปรียบเทียบกับสมรรถนะรถในท้องตลาด ว่ารุ่นไหนตรงกับความจำเป็นในการใช้งานของเรา เมื่อรู้วัตถุประสงค์การใช้งาน และรู้สเปกในใจแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ แล้วครับ
 
2.เงินดาวน์ (เงินลงทุน)
 
ในมุมมองของผม ถ้าหาเงินดาวน์ยังลำบาก ก็อย่าเพิ่งซื้อรถเลยครับ เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในตัวคุณอยู่เหมือนกัน สำหรับอัตราเงินดาวน์ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 20-25% เช่น หากต้องการซื้อรถยนต์ราคา 600,000 บาท ก็น่าจะต้องมีเงินเก็บสัก 120,000 บาท (20% x 600,000) เอาไว้เพื่อดาวน์รถ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อสภาพคล่องในการผ่อนชำระ จะได้ไม่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนสูงเกินไปนัก อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาตามหาผู้ค้ำประกันด้วย
 
3.สภาพคล่องหลังเป็นเจ้าของรถ
 
เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุดและเป็นด่านสุดท้ายที่ควรประเมินก่อนมีรถเป็นของตัวเอง เพราะแม้การมีรถยนต์จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ (ผ่านด่านข้อ 1) และคุณเองก็มีเงินก้อนที่จะดาวน์รถได้ (ผ่านด่านที่ 2) แต่หากซื้อรถมาแล้ว ทำให้สภาพคล่องหรือเงินคงเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่พอ หรือไม่มีเหลือเก็บออมเลย พูดให้ง่ายคือ ดี จำเป็น แต่ยังไม่พร้อม อย่างนี้คุณก็ควรที่จะเลื่อนระยะเวลาการซื้อรถออกไปก่อน
 
ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายหลังการเป็นเจ้าของรถ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเรา ประกอบไปด้วย
 
3.1 ค่าผ่อนชำระกู้ซื้อรถยนต์
 
ตัวนี้จัดเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องมากที่สุด และเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน 5-7 ปี ดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถ เราควรประเมินเบื้องต้นเสียก่อนว่า “เรามีความสามารถ (ปัญญา) ในการผ่อนชำระเขาได้หรือเปล่า”
 
วิธีคำนวณก็ง่ายๆ สมมติรถยนต์ที่เราจะซื้อราคา 600,000 บาท เราวางดาวน์ไป 100,000 บาท อีก 500,000 บาท ยื่นกู้แบบเช่าซื้อผ่านลิสซิ่งคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 3% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยแล้วแต่ประเภทรถ ระยะเวลาผ่อนชำระ) ผ่อนนาน 5 ปี หรือ 60 งวด ดังนั้นค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนของเราก็จะอยู่ที่ 9,583.33 บาท
 
เมื่อได้ตัวเลขเงินผ่อนชำระต่อเดือนแล้ว ก็ให้ลองดูสิว่า ถ้าอยู่ดีเราต้องมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกราว 9,500 บาท เราไหวหรือเปล่า เงินมันจะพอกินไหมเลี้ยงชีวิตเดือนต่อเดือนได้หรือเปล่า ทั้งนี้ต้องพึงตระหนักไว้ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายรายเดือนเกี่ยวกับรถนั้น ไม่ได้มีแค่ค่าผ่อนชำระเพียงอย่างเดียว
 
ทั้งนี้ทางแก้ไขกรณี ค่าผ่อนชำระทำให้สภาพคล่องติดลบ ก็มีอยู่ 2 ทางด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง ใส่เงินดาวน์ลงไปอีก เพื่อให้ผ่อนต่อเดือนน้อยลง หรือไม่ก็ปรับลดเกรดและขนาดของรถที่อยากได้ลงไปบ้าง
 
ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส และค่าธรรมเนียมเดินทาง
 
เมื่อมีรถก็ต้องคิดเรื่องค่าเชื้อเพลิง โดยอาจคิดชดเชยกับค่าเดินทางในปัจจุบันที่จะหายไปเมื่อมีรถยนต์เข้ามา สำหรับรถที่ใช้น้ำมัน หากใช้งานทั่วไป เดือนหนึ่งค่าน้ำมันก็น่าจะตกราว 3,000–4,000 บาท เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าเติมแก๊สก็น่าจะประหยัดไปได้พอสมควร นอกจากนี้ อย่าลืมเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถในแต่ละวันด้วย อาทิ ค่าทางด่วน และค่าจอดรถ เป็นต้น
 
ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์
 
สำหรับรถใหม่ป้ายแดงก็อาจสบายใจได้หน่อยในช่วงสามปีแรก แต่อย่างน้อยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพและเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ตามเวลาและระยะทางอยู่ดี ส่วนรถมือสองอันนี้ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะหากได้เครื่องไม่ดีมา โดยเฉพาะประเภทย้อมแมว ก็อาจต้องเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายนี้อยู่เหมือนกัน
 
ค่าประกันภัย
 
ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายรายปี มีทั้งแบบภาคบังคับ และด้วยความสมัครใจ อย่างในกรณีของภาคบังคับ กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกชนิดต้องทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. บุคคลที่ 3 เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่เป็นบุคคลอื่นๆ (ไม่ใช่เจ้าของรถ) ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น
 
ส่วนในกรณีของประกันภัยภาคสมัครใจ ถือเป็นการช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่รถยนต์ ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกหรือแพงนั้น ก็จะขึ้นกับประเภทของกรมธรรม์ ประเภทของรถยนต์ รวมถึงอายุของรถยนต์ด้วย
 
ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน
 
ค่าใช้จ่ายตัวนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับเหมือนกัน เพราะมันก็คือ ภาษีรถยนต์ที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกปี เพื่อต่ออายุป้ายทะเบียนรถ โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์และอายุของรถยนต์
 
ทั้งหมดนี้ คือ แนวคิดและวิธีการวางแผนซื้อรถยนต์สำหรับบุคคลทั่วไป ลองศึกษาและพิจารณาดูครับว่า คุณจำเป็นต้องใช้รถยนต์หรือไม่ และพร้อมสำหรับการมีรถยนต์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตหรือยัง จำไว้ว่า อย่าตัดสินใจซื้อรถเพราะโปรโมชั่นไม่ว่าจากภาครัฐหรือเอกชน หรืออย่าซื้อเพราะถูกและมีของแถมเป็นอันขาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะต้องรับภาระจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือ ตัวท่านเองเพียงคนเดียว
 
สิทธิในโค้งสุดท้าย อย่าใช้อารมณ์ พิจารณาและตัดสินใจดูดีๆ นะครับ
 :emo_051: :emo_051: :emo_051: :emo_051:



(ก๊อปเค้ามานะ)

7
คือผมอยากเอารถไปใส่แม็ก แต่ไปหาข้อมลูมาหลายเว็บ
ส่วนมากเจอแต่พวกยังไม่เคยเปลี่ยนแต่โชว์ความรู้
พี่ๆที่เคยเปลี่ยนแล้ว ผมขอความรู้หน่อยนะครับ


1. เรื่องความประหยัด
2. ความปลอดภัย
3. ราคาตอนนี้ งบ 30000
4.  ร้านที่ไว้ใจได้




ขอบคุณ ครับ

8
พูดคุยทั่วไป / TD. เพชรบุรี
« เมื่อ: 27 มิ.ย. 2013, 11:30:17 »
วันนี้ จ.เพชรบุรี มีรถโชว์ และ รถ td แล้วนะครับ ท่านใดสนใจเชิญได้เลยนะครับ

9


http://www.rarerims.co.uk/virtual  <<<<  ลองทำแล้วมาแชร์กันนะครับบ

10
พูดคุยทั่วไป / เรื่อง การซื้อรถ
« เมื่อ: 17 มิ.ย. 2013, 22:33:37 »
คือผม อายุ 25 ปี   มีเงินเดือนประมาณ 12000 บาท

สิ้นเดือนนี้จะไปจองรถแล้วครับ จะดาว 20%  72 เดือน 

ผมมีเอกสาร เป็นใบรับรองเงินเดือน  ไม่แน่ใจว่าต้องใช้สมุดธนคารเปล่า

ถ้าใช้ เขาใช้ย้อนหลังกี่เดือน  แล้วถ้าเพิ่งเปิดสมุดความจะมีเงินฝากสักประมาณกี่เดือน

สรุป  ข้อมูลประมานนี้  ผมจะผ่านไฟแนน  ไหม  ตอบทีครับ

หน้า: [1]